ประชาชนส่วนใหญ่ย่อมมีเงินฝากกับสถาบันการเงินด้วยเหตุ

Ecoflex-Experience  > Others >  ประชาชนส่วนใหญ่ย่อมมีเงินฝากกับสถาบันการเงินด้วยเหตุ
| | 0 Comments

ประชาชนส่วนใหญ่ย่อมมีเงินฝากกับสถาบันการเงินด้วยเหตุผลความจำเป็นหลายประการเช่น เพื่อความสะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงิน เพื่อวัตถุประสงค์ในการออมทรัพย์หรือเพื่อผลประโยชน์ตอบแทน เป็นต้น อย่างไรก็ดี น้อยนักที่ประชาชนจะมีความเข้าใจว่า การฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินต้องมีความเสี่ยงเป็นธรรมดาเช่นเดียวกับการลงทุนทุกประเภทซึ่งย่อมมีความเสี่ยงมากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่ประเภทของการลงทุน ดังนั้น สิ่งที่ผู้ฝากเงินควรทราบ คืออยากรู้ว่า จะฝากเงินธนาคารไหนดี คือ การพิจารณาความมั่นคงของสถาบันการเงิน การมีระบบคุ้มครองเงินฝากในประเทศไทย และหากเกิดกรณีสถาบันการเงินต้องปิดกิจการ เราในฐานะผู้ฝากเงินควรจะต้องทำอะไร ความมั่นคงของสถาบันการเงินดูอย่างไร?ความเสี่ยงของผู้ฝากเงินอยู่ที่ความมั่นคงของสถาบันการเงินที่เราฝากเงินไว้แม้ว่าสถาบันการเงินจะไม่ได้ล้มกันง่ายๆ เพราะมีกฏหมายควบคุมการท าธุรกิจไว้เฉพาะ และมีธนาคารแห่งประเทศไทย ก ากับดูแลอย่างเข้มงวด ซึ่งหากสถาบันการเงินมีปัญหาก็มีกระบวนการในการแก้ไขปัญหาโดยทางการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนระบุไว้ชัดเจนสถาบันการเงินด าเนินธุรกิจหลักในการรับเงินฝาก ปล่อยสินเชื่อ และให้บริการทางการเงินย่อมต้องมีเงินกองทุนส าหรับการดำเนินธุรกิจ ดังนั้น ฐานะเงินกองทุนและความสามารถในการทำกำไรจึงสามารถใช้เป็นปัจจัยพิจารณาความมั่นคงของสถาบันการเงินได้ นอกจากนี้ธุรกิจสถาบันการเงินยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่สามารถใช้เป็นตัวพิจารณาความมั่นคงของสถาบันการเงินได้ดี ซึ่งได้แก่คุณภาพสินเชื่อ สภาพคล่อง และอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งข้อมูลต่างๆ เหล่านี้สามารถเรียกดูได้จากเวปไซต์ของสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง หรือจากธนาคารแห่งประเทศไทย (www.bot.or.th)1. ตลาดเงินคือ ินกองทุน: สถาบันการเงินต้องมีเงินกองทุนไว้ตามที่กฎหมายก าหนด เพื่อความมั่นคง โดยกฎหมายก าหนดให้ธนาคารพาณิชย์ด ารงเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง หรือที่เรียกว่า BISratio ไว้อย่างน้อยร้อยละ 8.5 หมายความว่า ทุก 100 บาท ที่สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อ ต้องมีเงินทุนรองรับไว้อย่างน้อยจ านวน 8.5 บาท2. ความสามารถในการท าก าไร: ผู้ฝากเงินสามารถทราบข้อมูลการท าก าไร รวมทั้งสินทรัพย์หนี้สิน ของสถาบันการเงินได้จากรายงานประจ าปี หรือจากเวปไซต์ของสถาบันการเงินนั้นๆ ทั้งนี้ความสามารถในการท าก าไรพิจารณาได้จากอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (Return on asset:ROA) ซึ่งอัตรา ROA สะท้อนถึงความสามารถในการท าก าไรของสถาบันการเงิน ตัวอย่างเช่น หากROA อยู่ที่ร้อยละ 1.4 หมายความว่า สถาบันการเงินนั้นมีก าไร 1.4 บาทจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ 100บาท หากผู้ฝากดู ROA ของหลายสถาบันการเงินก็จะเทียบเคียงความสามารถในการท าก าไรของสถาบันการเงินแต่ละแห่งได้3. คุณภาพสินเชื่อ: พิจารณาจากสัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(Non-PerformingLoan: NPL) ต่อสินเชื่อรวม ซึ่งสัดส่วน NPL ที่สูง สะท้อนถึงคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยคุณภาพอันจะส่งผลให้รายได้จากดอกเบี้ยของสถาบันการเงินลดลง ตัวอย่างเช่น สัดส่วน NPL อยู่ที่ร้อยละ 2.2หมายความว่า สถาบันการเงินมีการปล่อยกู้ 100 บาท และมีหนี้เสียจากการปล่อยกู้อยู่ 2.2 บาท4. สภาพคล่อง: พิจารณาจากสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย หรือเรียกว่าสินทรัพย์สภาพคล่อง เช่น เงินฝาก หรือพันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ก าหนดให้ธนาคารพาณิชย์ด ารงสินทรัพย์สภาพคล่องไม่ต่ ากว่าร้อยละ 6 ของยอดรวมเงินฝากทุกประเภท รวมตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเงินกู้ยืมจากต่างประเทศที่มีระยะเวลาจ่ายคืนไม่เกิน1 ปี5. อันดับความน่าเชื่อถือ: ที่จัดโดยสถาบันจัดอันดับ เช่น TRIS, Moody’s, Standard &Poor’s หรือ Fitch ซึ่งผู้ฝากเงินใช้ประกอบการพิจารณาความมั่นคงของสถาบันการเงินได้ โดยทั่วไปอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่น่าลงทุน คือ ตั้งแต่อันดับ BBB ขึ้นไปตลาดเงิน (Financial Market) คือ ศูนย์กลางที่เกิดกิจกรรมการซื้อขายผลิตภัณฑ์หรือตราสารทางการเงินจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคล ตลาดการเงินจะเป็นตลาดระหว่างผู้ที่มีเงินทุนเหลือ กับ ผู้ต้องการเงินทุน โดยมีตัวกลางคือเงินทุน ตลาดการเงินจึงมีบทบาทอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ และเพื่อให้ตลาดการเงินแสดงบทบาทนี ้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพและเป็ นไปในทิศทางที่ต้องการ

Leave a Reply

Your email address will not be published.